เปิดจดหมาย คำสัญญา 2 โจรเฒ่าปล้นร้านทอง สนิทกันในคุก ออกมาได้แค่ 2 เดือน ก่อคดีซ้ำ
จากกรณี 2 คนร้ายก่อเหตุปล้นร้านทองที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ริมถนนมิตรภาพ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น โดยนำทองคำรูปพรรณน้ำหนักรวม 437 บาทหลบหนี ไปตระเวนขายในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ กระทั่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามคนร้ายได้ทั้งหมด 3 คน คือ นายสุพจน์ เพชรรังษี ชาว จ.ชัยภูมิ, นายไพรวัลย์ ญาบัญฑิต ชาว จ.อุดรธานี และนายณรงค์ เจือจินดา ซึ่งทำหน้าที่เอาทองไปขายที่ร้านทองในพื้นที่ อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ และพาผู้ก่อเหตุ 2 คนคือ นายชัยมงคล ใจบุญอุปถัมภ์ อายุ 37 ปี ชาวบ้านอ่างทอง คนร้ายที่กวาดเอาทองใส่กระเป๋า และนายเรืองศักดิ์ พันธ์ทอง อดีตข้าราชการทหาร ชาว จ.อุดรธานี คนร้ายที่ยืนถือปืนขู่หนักงานในร้านทอง หลบหนีลงเรือที่ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 28 กรกฎาคม 2562ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ถึงการสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาในคดีปล้นทรัพย์ ทองรูปพรรณจากร้านทองแม่ทองพูล สาขาบิ๊กซีขอนแก่น เมื่อคืนวันที่ 26 กรกฎาคม 2562ว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ได้นำตัว นายสุพจน์ เพชรรังษี และนายไพรวัลย์ ญาบัญฑิต ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ส่งฝากขังที่ศาลจังหวัดขอนแก่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น สืบสวนภ.จว.ขอนแก่นและสืบสวนกก.สส.ภาค 4 ได้ร่วมกันสืบสวนและจับกุม นายสุพจน์ เพชรรังษี ชาวชัยภูมิ และนายไพรวัลย์ ญาบัญฑิต ชาวอุดรธานี พร้อมรถยนต์กระบะโตโยต้า วีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บล 6213 อุดรธานี ได้บนถนนเลี่ยงเมืองอุดรธานี ซึ่งทั้งสองคนเป็นผู้ที่พานายชัยมงคลและนายเรืองศักดิ์ เอาทองไปขายในพื้นที่ อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ และพาไปส่งที่ริมโขงพื้นที่ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เพื่อหลบหนีไปยังสปป.ลาว นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้จับกุมนางจันทจร ภรรยานายไพรวัลย์ พร้อมทองรูปพรรณจำนวนหนึ่งในบ้านพักที่จังหวัดชัยภูมิ
ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ในเบื้องต้นทราบว่า รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกูปปี้ไอ สีขาวไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่เจ้าหน้าที่พบจอดทิ้งในป่าละเมาะ ห่างจากห้างบิ๊กซีไปประมาณ1กม.นั้น เป็นรถที่ผู้ต้องหา2คนที่กำลังหลบหนี ได้ขโมยมาจากพื้นที่สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อมาเป็นยานพาหนะในการหลบหนี หลังก่อเหตุสำเร็จได้จอดรถจยย.ทิ้งไว้แล้วไปขับรถยนต์กระบะอีซูซุ สีบลอน์ 4 ประตู ทะเบียน กค-2196ชัยภูมิ ซึ่งเป็นรถยนต์ที่นายชัยมงคลยืมของแม่ยายมาใช้ในการหลบหนีกลับไปที่จ.ชัยภูมิ เมื่อถึงจังหวัดชัยภูมินายชัยมงคลและส.อ.เรืองศักดิ์ ได้ทำการแบ่งทองให้กับคนสนิทไปบางส่วน และแบ่ง 200บาทใส่ในโอ่งฝังดินในสวนยางของแม่ยาย โดยก่อนจะฝังดิน นายชัยมงคลยังได้เขียนหนังสือ ซึ่งน่าจะเป็นคำมั่นสัญญา โดยมีข้อความว่า "อ้าย ความรักความจริงใจ + ความซื่อตรงต่อกัน คือหัวใจของการคบกันระหว่างเราสองพี่น้อง ถ้าพี่มาเปิดไหนี้ก่อน แทนที่จะมาเปิดพร้อมกัน นั้นก็แสดงว่าพี่ไม่ซื่อตรงต่อกัน ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นแบบนั้นเลย ผมรักและเชื่อใจพี่นะครับ"ใส่ลงในไหจากนั้นก็ช่วยกันกลบ
เช้าวันต่อมานายไพรวัลย์และนายสุพจน์ ได้ขับรถยนต์กระบะโตโยต้า วีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บล 6213 อุดรธานี ซึ่งรถคันดังกล่าวนี้เป็นรถของนายไพรวัลย์ มารับนายชัยมงคลและนายเรืองศักดิ์ออกจากบ้านพัก เพื่อไปขายทองที่อ.บ้านแท่น โดยก่อนจะออกเดินทาง ผู้ต้องหาได้มอบสร้อยคอทองคำให้นางจันทรจร ภรรยานายไพรวัลย์ด้วย 1 เส้นน้ำหนัก 2 บาท เมื่อขายทองที่ อ.บ้านแท่นได้ค่าเดินทางเรียบร้อยแล้ว นายไพรวัลย์ก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังอ.ศรีเชียงใหม่ทันที่ เพื่อส่งนายชัยมงคลและนายเรืองศักดิ์ นั่งเรือข้างฟากหลบหนีไปยังสปป.ลาว ซึ่งเป็นบ้านของภรรยา ส.อ.เรืองศักดิ์

ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวอีกว่า ขณะนี้การรวบรวมพยาน หลักฐานครบถ้วน และศาลได้ออกหมายจับนายชัยมงคลและส.อ.เรืองศักดิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในข้อหา ร่วมกันปล้นทรัพย์ ส่วนนายไพรวัลย์และนายนายสุพจน์ ที่ถูกจับกุมได้นั้น หลังการสอบสวนก็ได้แจ้งข้อหา ร่วมกันปล้นทรัพย์ และรับของโจร ส่วนนางจันทจร ซึ่งเป็นภรรยานายไพรวัลย์ มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันสีดำที่เป็นยานพาหนะในการพาผู้ต้องหาไปขายทองและส่งหนีข้ามฝั่งไป สปป.ลาว ได้รับสร้อยคอทองจากผู้ต้องหานั้น ในเบื้องต้นได้แจ้งข้อหารับของโจร ทั้งนี้หากการสอบสวนเกี่ยวพันถึงใครบ้างก็จะจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฏหมายให้หมด

ในคดีของร้านทองแม่ทองพูล ที่ถูกคนร้ายปล้นเอาทองรูปพรรณไปทั้งหมด 437 บาท ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีได้แล้ว 3 คน ได้ทองคืนมารวม 202 บาท ส่วนอีก 2 คนที่เป็นคนลงมือก่อเหตุนั้นอยู่ระหว่างกรหลบหนี และหนีไปพร้อมทองรูปพรรณอีก อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ทางการไทย ได้ประสานกับทางการลาว ในการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองคนที่กำลังหลบหนีอยู่ที่ สปป.ลาว ในขณะเดียวกันในทางการสืบสวนยังพบประวัติของผู้ต้องหาทั้ง 2 คนที่หลบหนีอยู่นั้นมักจะก่อเหตุเกี่ยวกับการปล้นและชิงทรัพย์ในหลายพื้นที่ เมือก่อเหตุสำเร็จจะหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเรื่องสงบก็จะย้อนกลับมาก่อเหตุซ้ำ และ2 คนเคยถูกจับในคดีเกี่ยวกับทรัพย์ เจอกันในคุก เพิ่งพ้นคุกออกมาได้เพียง 2 เดือน ก็มาร่วมกันก่อเหตุซ้ำในครั้งนี้ ซึ่งถ้าจับกุมผู้ต้องหา 2 รายนี้ได้ น่าจะมีพื้นที่อื่นมาอายัดตัวไปดำเนินคดีอีก
เรียบเรียงโดย นัสฐริกา ทีมข่าวสยามนิวส์ จ.ขอนแก่น

